Category สุขภาพ

รวมพลผลไม้ที่สามารถล้างสารพิษออกจากร่างกายได้

หากจะกล่าวถึงสารพิษที่อยู่ในร่างกายของคนเรานั้นการที่จะกำจัดออกมามีมากมายหลายวิธีแต่วิธีที่ดีที่สุดก็คือการกินอาหารหรือผลไม้ที่มักจะเป็นยาช่วยในการขับสารพิษโดยที่เราไม่ต้องได้รับสารพิษเพิ่มจากยาที่เรากินเข้าไปเพื่อที่จะใช้ขับสารพิษออกมาซึ่งสารพิษเหล่านี้จะมีผลต่อระบบภายในร่างกายของเราดังนั้นหากเรากินอาหารที่ช่วยขับสารพิษออกมาได้จะทำให้ร่างกายเราแข็งแรงเหมือนมากเรามาดูกันว่ามีผลไม้อะไรบ้างที่เรากินเข้าไปแล้วสามารถช่วยกำจัดสารพิษออกจากร่างกายของเราได้รวมถึงช่วยให้ร่างกายของเราแข็งแรง

1 อะโวคาโด ผลไม้ชนิดนี้จัดได้ว่ามีสารอาหารที่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงได้อย่างครบถ้วนเพราะทั้งเป็นผลไม้ที่ให้พลังงานต่ำแล้วยังเข้าไปช่วยกำจัดสารพิษที่อยู่ในเส้นเลือดแดงอีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งได้มากมายหลายชนิดนอกจากนี้ยังเข้าไปช่วยขยายหลอดเลือดอีกทั้งยังเข้าไปช่วยกำจัดสารพิษในตับของเราได้อีกด้วย

2 แอปเปิลผลไม้ที่หากินง่ายหาซื้อได้ถูกตามฤดูกาลแม้แต่ตลาดสดก็ยังมีขายราคาไม่แพงเชื่อไหมว่าแอปเปิลเป็นผลไม้ที่จะช่วยดับจากโลหะหนักในร่างกายของเราแล้วขับออกมาทางลำไส้เพราะแอปเปิลมีเส้นใหญ่อาหารสูงจึงช่วยในเรื่องของการขับถ่ายและยังช่วยเรื่องของการลดคอเลสเตอรอลในร่างกายได้อีกด้วยแต่การเลือกแอปเปิลทานควรจะเป็นแอปเปิลที่ปลูกแบบออร์แกนนิคเพราะจะไม่มีสารเคมีในผลแอปเปิล          

3 บลูเบอรี่เป็นผลเม้อีกชนิดหนึ่งที่เปรียบเสมือนยาเข้าไปรักษาระบบภายในร่างกายของคนเราได้ดีเพราะในบูเบอร์รี่มีสารต่อต้านเชื้อแบคทีเรียที่จะเกิดตรงทางเดินกระเพาะปัสสาวะรวมถึงยังสามารถช่วยป้องกันไม่ให้สมองได้รับสารพิษอีกด้วยที่สำคัญบลูเบอรี่มีคุณสมบัติเหมือนยาที่จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดเนื้อเยื่ออักเสบเรื้อรังรวมถึงลดอาการเจ็บปวดต่างๆได้ดีอีกด้วย 

4 ผลไม้ตระกูลส้มการทานผลไม้จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและช่วยดักจับคอเลสโตรอลที่สำคัญผลไม้ตระกูลส้มสามารถช่วยในเรื่องของการกำจัดไวรัสที่มีอยู่ในร่างกายให้ออกมาได้และยังช่วยขับสารพิษตรงบริเวณตับและลำไส้ได้ดีอีกด้วย

5 เลม่อน เชื่อว่าหลายคนคงรู้ว่าในเลม่อนนั้นมีวิตามินซีสูงดังนั้นจึงมีประโยชน์ต่อร่างกายเป็นอย่างมากหากเรารับประทานเข้าไปและหากเราดื่มน้ำเลม่อนผสมกับน้ำเปล่าเป็นประจำทุกวันก็จะช่วยล้างสารพิษออกมาจากร่างกายของเราโดยเฉพาะบริเวณตับได้ดีอีกด้วย

 

         

สนับสนุนโดย  เครื่องช่วยฟัง

ทำอย่างที่เคยทำทุกวันใช้ชีวิตแบบง่ายๆก็ทำให้น้ำหนักของคุณลดลงได้

                          

อย่างที่เคยทราบกันดีว่าการใช้ชีวิตที่เรียบง่ายสบายๆ ไม่เร่งรีบก็สามารถทำให้เราก็สามารถทำให้เราผอมลงมาได้โดยที่เราไม่ต้องฝืนตัวเองเพื่อไปออกกำลังกาย ซึ่งก่อนหน้านี้เคยแนะนำไปหลายวิธีด้วยกันทั้งเรื่องการปรับเปลี่ยนความเร็วในการเคี้ยวอาหาร การที่จะต้องกินน้ำ30 นาทีก่อนที่จะกินข้าว รวมถึงสีและจานที่ใส่อาหารก็มีส่วนสำคัญที่จะทำให้เราอิ่มเร็วขึ้นด้วย  และในวันนี้เราจะมีแนะนำวิธีดีๆให้อีกประมาณ 4-5 ข้อเพื่อให้คุณผู้อ่านลองนำไปทำตามเพิ่มดูรับรองได้ผลชัวร์         

  1. คุณเคยได้ยินสรรพคุณของน้ำชาบ้างไหม ไม่ว่าจะเป็นชาร้อนหรือชาเย็นจะดีต่อสุขภาพของเราทั้งสิ้น โดยแนะนำให้คุณเลือกทานชาเขียวที่ไม่ใส่น้ำตาล เพราะชาเขียวจะช่วยในเรื่องให้ร่างกายของเราเผาผลาญได้ดี คนที่ทานชาเชียวเป็นประจำจะรู้สึกได้ถึงรูปร่างผอมเพรียวอย่าลืมลองทานชาเขียว no sugar กันดูนะคะ
  2. และสำหรับใครที่ต้องนั่งทำงานเป็นเวลานานๆ นอกจากร่างกายของคุณจะเมื่อยล้าและอ่อนเพลียแล้วยังทำให้คุณอ้วนได้ด้วยเพราะยิ่งนั่งนานระบบการเผาผลาญในร่างกายของคุณก็ไม่ได้ทำงานดังนั้นเอาแค่เพียงลองขยับแข้งขยับขาดูบ้างหรือลองเดินไปยืดเส้นยึดสายเข้าห้องน้ำ ไปชงชามาดื่ม หรือแค่เพียงบิดตัวนิดหน่อยก็จะช่วยให้ร่างกายได้มีการบริหารขึ้นมาบ้างจะทำให้รู้สึกสดชื่นอย่างเห็นได้ชัดเลยล่ะ
  3. ห้ามงดอาหารเช้าเด็ดขาด แต่ก็ไม่ต้องกินอะไรที่เว่อร์วังมาก แค่เน้นการกินโปรตีนก็พอ เช่น ดื่มนม หรือกินไข่ต้ม
  4. และสำหรับใครก็ตามที่กำลังกินอาหารเพื่อลดน้ำหนักเช่นการกินอาหารคลีน หรือการกินอาหารแบบ IF คุณควรทำตามตารางแบบเคร่งสักนิดอย่าทำบ้างไม่ทำบ้างเพราะมันจะไม่ได้ผล
  5. ส่วนข้อสุดท้ายนี้ไม่ต้องเสียเหงื่ออะไรเลย นั่นก็คือการที่เราต้องนอนพักผ่อนให้เพียงพอ โดยวันหนึ่งเราควรนอนให้ครบ 6-8 ชั่วโมงและถ้าเป็นไปได้ควรเริ่มนอนตั้งแต่สี่ทุ่มเป็นต้นไปเพราร่างกายกำลังสร้างสารต่างๆให้เราไม่แก่เร็วด้วยรวมถึงจะช่วยให้เราผอมได้ด้วย หากนอนดึกเมื่อไหร่ความอ้วนจะถามหาคุณทันที

และนี่เป็นเพียงเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่เรานำมาฝากกัน ซึ่งไม่ยากเลยใช่ไหมคะที่จะทำ หากเราทำตามอย่างที่กล่าวมาข้างต้นนี้ได้รับรองว่าสุขภาพของคุณจะดีแน่นอน

 

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  ชุดตรวจ hiv

การลดน้ำหนักง่ายๆสำหรับคนวัย 40 ปี

       สำหรับคนที่อยู่ในวัย 40 ปีจะเห็นว่าร่างกายของตัวเองมีการเปลี่ยนแปลงมากมาย โดยเฉพาะหุ่นที่เคยสวยงาม หุ่นดีเอวคอดกิ่วนั้น เมื่อเวลาผ่านไป และด้วยอายุที่มีมากขึ้นก็ส่งผลต่อสุขภาพร่างกายและหุ่นมีผลให้น้ำหนักตัวที่เคยน้อยนิดตอนนี้กลับมาอ้วนฉุ ซึ่งสาเหตุของการอ้วนของคนวัย 40 ปีนั้นอาจจะเนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาการเลือกอาหารการกินรวมถึงการนอนดึก

พักผ่อนน้อยและไม่ออกกำลังกาย ส่งผลให้เมื่อวันเวลาผ่านไป เมื่อย่างเข้าวัย 40 ปี จึงทำให้คนส่วนใหญ่มักจะมีปัญหาเรื่องของน้ำหนักตัวกันเป็นจำนวนมาก วันนี้จึงจะมาแนะนำเรื่องของการลดความอ้วนอย่างไรให้ได้ผล สำหรับคนวัย 40 ปีไปแล้ว เพราะอย่างที่เรารู้กันดีอยู่ว่า การลดความอ้วนนั้นยากเย็นแสนเข็ญเพียงใด ยิ่งอายุมากขึ้นก็ยิ่งลดยากมากยิ่งขึ้น 

      อย่างที่เรารู้กันดีอยู่แล้วว่า การพักผ่อนไม่เพียงพอจะส่งผลให้ทำให้เกิดโรคต่างต่างมากมาย รวมถึงทำให้เกิดปัญหาทำให้น้ำหนักเพิ่งได้อีกด้วย โดยข้อมูลนี้ไม่ได้พูดขึ้นมาเพียงคำพูดลอยๆเท่านั้นแต่มีการวิจัยออกมาแล้วว่า  การน้ำหลับหรือการนอนไม่หลับนั้นมีผลต่อน้ำหนักของคนเราด้วยเช่นเดียวกัน

เพราะหากเรานอนน้อย ร่างกายของเราก็จะอ่อนแรง และส่งผลให้เราไม่อยากที่จะทำอะไร ไม่อยากที่จะขยับเขยื้อนร่างกายส่งผลให้เราไม่ออกกำลังกาย และที่สำคัญเมื่อเราไม่มีแรงเราก็มักจะหาอาหารมากินเป็นจำนวนมากเพื่อหวังว่าอาหารจะช่วยให้เรามีแรงขึ้นมา ซึ่งจะส่งผลให้เราอ้วนได้ หากคนวัย 40 ปีอยากลดน้ำหนักให้ได้ละก็ ต้องเริ่มต้นด้วยการดูแลการนอนหลับของตัวเองให้เพียงพอกับที่ร่างกายต้องการเสียก่อนเป็นอันดับแรกเลย

      เมื่อเราสามารถดูแลให้ร่างกายไม่อ่อนแรง ด้วยการหลับและพักผ่อนให้ตามที่ร่างกายต้องการแล้ว ก็มาถึงเรื่องของการเลือกอาหารการกิน เชื่อว่าหลายคนคงรู้อยู่แล้วว่าอาหารประเภทไหนมีประโยชน์และไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายของคนเราบ้างและอาหารชนิดไหนมีประโยชน์อย่างไรบ้าง ดังนั้นเมื่อทราบแล้วก็ควรเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์กับร่างกายของตัวเองเพราะตอนนี้ร่างกายของเราอยู่ในวัย 40 ปีแล้ว

การเลือกกินอาหารจึงเป็นสิ่งสำคัญเป็นอย่างมาก การกินผักและผลไม้ให้มากจะทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารและได้รับประโยชน์กับการกินมากกว่าการตามใจปาก ในวัยนี้อาหารประเภท Fast Food ควรกินน้อยลงและเน้นไปที่ผักและผลไม้ให้มากขึ้น  ข้าวสวยควรเปลี่ยนจากข้าวขาวเป็นข้าวกล้องที่สำคัญไม่ต้องทานมากนัก เอาให้เพียงพอกับทีร่างกายต้องการก็พอไม่ต้องกินเผื่อ หากเราสามารถดูแลทั้งสองอย่างให้ควบคู่กันได้ก็จะทำให้ร่างกายของไม่ต้องมีน้ำหนักตัวมากขึ้น 

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  หวยฮานอยเล่นยังไง

เมื่อเริ่มเป็นหนุ่มสาวควรดูแลตัวเองอย่างไรดี

จากเด็กก้าวเข้าสู่วัยรุ่น โดยช่วงวัยรุ่นนั้นจะเริ่มต้นตั้งแต่อายุประมาณ 15-18 ปี โดยในช่วงอายุนี้นั้นจะเป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ และอาจรวมถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมต่างๆด้วย เช่นการเปลี่ยนหรือย้ายโรงเรียนเพื่อศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น เป็นต้น และต้องบอกเลยว่าสำหรับช่วงวัยนี้นั้นเป็นวัยที่ต้องได้รับการเอาใจใส่และดูแลอย่างมาก

จากครอบครัวและผู้ปกครอง เพราะเป็นวัยที่เริ่มมีการต่อต้านทางด้านความคิดและการอยากรู้อยากลองสิ่งใหมาๆด้วยนั่นเอง ดังนั้นแล้วนอกจากครอบครัวและผู้ปกครองที่มีบทบาทสำคัญอย่างมากแล้ว ตัวของวัยรุ่นเองนั้นก็จะต้องมีการดูแลและต้องเข้าใจในตัวเองในช่วงวัยนี้ด้วยเช่นกัน

วัยรุ่นหลายคนเมื่อเข้าสู่ช่วงวัยนี้แล้วบางคนก็อาจจะไม่รู้ตัวว่าจัวเองนั้นได้ก้าวเข้าสู่การเป็นวับรุ่นแล้ว ทำให้พวกเขาเหล่านั้นไม่มีการได้เตรียมตัวหรือการดูแลตัวเองที่ดี และการที่ไม่ได้มีการดูแลตัวเองที่ดีในช่วงที่เป็นวัยรุ่นนั้นก็อาจจะส่งผลกระทบในอนาคตได้ ยกตัวเองเช่น เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นเรื่องของการบริโภคอาหารถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างมาก เพราะว่าช่วงวัยนี้นั้นเป็นช่วงที่กำลังมีการเจริญเติบโต

ถ้าหากไม่มีการรับประทานอาหารที่ดีและมีประโยชน์ต่อร่างกายนั้นก็อาจจะทำให้การเจริญเติบโตช้าหรือร่างกายไม่มีการเจริญเติบโตได้มากพอนั่นเอง ก็อาจจะเป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบในอนาคตได้ เช่นการไม่ดื่มนมก็อาจจะทำให้ร่างกายหยุดการเติบโตและไม่สูงก็จะทำให้กลายเป็นคนเตี้ยหรือความสูงต่ำกว่าเกณฑ์เป็นต้น ถึงแม้เรื่องความสูงจะเป็นเรื่องที่อาจเกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์ของคนในครอบครัวแต่การรับทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ต่อร่างกายนั้นเป็นสิ่งที่สามารถทำให้ถึงแม้จะมีกรรมพันธ์ที่ไม่สูงแต่ในช่วงที่กำลังเจริญเติบโตหากได้รับสารอาหารที่ดีและเพียงพอต่อร่างกายก็จะสามารถทำให้ร่างกายเจริญเติบโตและสูงขึ้นได้เป็นต้น

ยิ่งในผู้หญิงนั้นเมื่อเริ่มเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นอาจจะต้องมีการดูและตัวเองที่ดีเป็นพิเศษมากกว่าผู้ชาย เพราะในผู้หญิงถือว่ามีการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านร่างกายและอารมณ์ที่ค่อนข้างมากกว่า ทั้งในเรื่องของการมีประจำเดือนหรือการเจริญเติบโตทางด้านร่างกายเช่นมีหน้าอกขึ้นเป็นต้นนั่นเอง ทำให้การใส่ใจดูแลจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก

นอกจากการดูลตัวเองให้ดีแล้วนั้นอีกสิ่วที่สำคัญก็คือการระมัดระวังตัวเอง เพราะในช่วงที่ก้าวเข้าสู่วัยรุ่นจะเป็นช่วงที่อันตรายทั้งทางด้านร่างกายและทางด้านจิตใจ และคนในวัยนี้นั้นมักจะจดจำช่วงชีวิตในช่วงนี้หรือมีความทรงจำในช่วงนี้ที่ชัดเจนขึ้นกว่าตอนที่ยังไม่เข้าสู่วัยรุ่นนั่นเอง ดังนั้นการดูแลร่างกายเป็นสิ่งสำคัญแต่ที่สำคัญกว่าสิ่งอื่นใดคือการดูแลจิตใจของวัยรุ่นนั่นเอง

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  แทงหวยมาเลย์

กรดไหลย้อนรับมืออย่างไร ในขณะที่เราตั้งครรภ์

อาการกรดไหลย้อนของคนที่ท้องนั้นต้องเป็นอะไรที่เราต้องรับมือเพราะว่าไม่อันตรายแต่เราต้องรับมือเพราะเป็นทุกวันที่คนท้องนั้นต้องรับมือถึงแม้ว่าจะไม่อันตรายแต่ว่าเป็นเรื่องที่คนท้องนั้นต้องเจอทุกวัน

กรดไหลย้อนของคนที่ตั้งครรภ์นั้นต้องเจอ คือการที่กินอะไรเข้าไปแล้วต้องเจอกับการกรดไหลย้อยของร่างกายที่เรานั้นต้องคือ ระบบในร่างกายนั้นขยายใหญ่เพราะคุณแม่ที่ตั้งท้องนั้นต้องเจอ ถึงแม้ว่าจะไม่อันตรายแต่คุณแม่ที่ตั้งท้องนั้นต้องเจอทุกวันเพื่อคนที่เป็นแม่บำรุงเพื่อลูกน้อยในท้องให้มีการเจริญเติบโตของร่างกายที่เด็กในท้องนั้นต้องการ 

เพราะทำให้กระเพราะนั้นขยายเพื่อที่จะกินเข้าไปให้ลูกน้อยในท้อง  อาการกรดไหลย้อนนั้นถึงแม้ว่าหลังจากคลอดน้องแล้วอาการนั้นจะหายไป อาการของคนท้องก็เหมือนกับคนที่เป็นกรดไหลย้อนปรกติทั่วไป คือมีอาการจุกแน่นตรงลิ้นปี่  แล้วมีอาการเรอเปรี้ยว เวลาที่จะนอนนั้นอาการจะอวก เรอออกมานั้นมีกลิ่งเปรี้ยว  

วิธีการรับมือในขณะที่เราตั้งครรภ์ ด้วยการที่เรานั้นเริ่มจากการับประทานอาหารแบ่งให้เป็นมื้อย่อยคือทานน้อยแต่บ่อยๆรวมถึงการกินนั้นให้เคี้ยวให้ระเอียด แล้วจากที่เรานั้นท่านกินอาหารเสร็จนั้นเราไม่ควรที่จะนอนเลยเราต้องเดินหรือรอให้ย่อยก่อนนอนสักหนึ่งชั่วโมงการกินอาหารไม่ควรที่จะกินน้ำด้วยแล้วทานข้าวไปด้วยเราต้องกินหลังจากที่เรานั้นทานอาหารเสร็จ เพื่อไม่ให้น้ำเยอะ 

แล้วเราไม่ควรจะกินอาหารที่มีกรดไหลย้อนมาก เช่นผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว ส้มตำ แต่จะให้เลิกกินก็ไม่ใช่นะค่ะ เพราะว่าคนท้องนั้นชอบกิน แต่เราจะให้กินแบบที่พอเหมาะไม่กินจนมากเกินไป เพราะจะทำให้เป็นกรดไหลย้อน ควรกินแค่พอหายยากพอค่ะ  และเวลาที่มีอาการกรดไหลย้อนนั้นเราก็ควรกิน จำพวกนมหรือไม่ก็กินโยเกิร์ตเพราะว่าจะทำให้ลดอาการของกรดไหลย้อนได้

  เวลาที่เรานั้นนอนเราควรนอนตะแคงไม่นอนหงายเพราะคนที่ตั้งท้องนั้นนอนหงายนั้นจะทำให้ลุกอยาก ดังนั้นคนท้องเราควร จะนอนตะแครง อีกอย่างเพื่อที่จะไม่ให้เป็นกรดไหลย้อน 

เมื่อเรานั้นเป็นคุณแม่ที่ตั้งท้องเราก็ควรเลือกเสื้อผ้าที่ใส่สบายไม่ใส่ให้รัดตัวจนเกินไปเพราะว่าจะทำให้เรานั้นนอนสบายไม่อึดอัด  แล้วก็ควบคุมน้ำหนักไม่ให้เรานั้นกินเยอะจนเกินไปแล้วก็ไม่ให้น้อยกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 

ดังนั้นคุณที่กำลังตั้งท้องอยู่ก็ควรที่จะดูแลตัวเองกว่าคนปรกติมากหน่อยนะค่ะเพราะว่าจะทำให้การเป็นกรดไหลย้อนนั้นมันเกิดขึ้นกับคนที่ตั้งท้องทุกคน เราต้องดูแลในการกิน ดูแลสุขภาพด้วยนะ

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  สมัครเว็บหวยฮานอย

ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ

เมื่อกล่าวถึงโรคติดต่อตอนนี้คงไม่พ้น  โรคโควิด 19  ที่เป็นโรคติดต่อจากเชื้อไวรัส  สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ จากการที่ทุกคนได้ดูข่าวโรคติดต่อสายพันธุ์ใหม่ที่มีความน่ากลัวขึ้นทุกวัน  แม้นแต่ตัวฉันเองก็กลัวเป็นอย่างมาก  แม้นว่าโรคติดต่อนี้ในประเทศไทยยังไม่เป็นที่น่ากลัวเท่ากับหลายๆประเทศ  อย่างเช่นประเทศจีน  หรือแม้นแต่ประเทศเกาหลีที่กำลังมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้นทุก ๆ วัน

ฉันเองก็กระทบนะ  นอกจากกระทบเรื่องการไปข้างนอกบ้านต้องระมัดระวังมากขึ้น  ต้องสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งที่ออกไปข้างนอก  แต่ที่กระทบมากที่สุดก็คือ  เรื่องเงินทองใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน  เพราะฉันมีอาชีพเปิดร้านขายอาหารหน้าสถานที่ท่องเที่ยว  ที่ในเวลาปกติฉันจะได้ลูกค้าจากทัวร์จีนบ้าง  ทัวร์เกาหลีบ้าง  รวมทั้งนักท่องเที่ยวจากประเทศต่างๆที่มาเที่ยวในไทย 

รายได้หลักของครอบครัวฉันมาจากการขายอาหาร  ขายของให้นักท่องเที่ยวเป็นหลัก  ไม่ว่าจะเป็นพ่อ  แม่ ฉัน  สามี  ลูกฉันทุกคนมีรายได้หลักจากนักท่องเที่ยว  รายได้เหล่านี้ทำให้ฉันเลี้ยงครอบครัว  ผ่อนรถ  ผ่อนบ้าน  จ่ายค่าเทอมลูก  ค่าใช้จ่ายทุกอย่างในครอบครัวมาจากรายจากการขายอาหาร  ขายของให้กับนักท่องเที่ยว  พอมาเจอวิกฤตจากโรคโควิด 19 ทำให้ทุกอย่างกระทบหมดทุกอย่าง  ทั้งไม่มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวในไทย  หรือแม้นแต่นักท่องเที่ยวของไทยเองก็ไม่มาเที่ยวเหมือนเดิม  นี่ตั้งแต่เกิดโรคระบาดนี้ล่วงเลยมาเดือนกว่าแล้ว 

ทำให้ครอบครัวของฉันกระทบอย่างมาก  โรคนี้ไม่ได้ทำให้แค่คนที่ติดเชื้อหรือญาติผู้ติดเชื้อเท่านั้นที่กระทบ  รวมไปถึงสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆก็ขาดรายได้  เพราะทุกคนกลัวการมาเที่ยวในสถานที่ที่มีคนอยู่มาก  ทุกคนกลัวการติดเชื้อที่เกิดจากการสัมผัส  หรือใกล้ชิดกับผู้ป่วยก็ทำให้เรา  ติดเชื้อได้เหมือนกัน  การออกมายังสถานที่ที่มีคนอยู่รวมกันจำนวนมากคนส่วนใหญ่จะหลีกเลี่ยงไม่ไปบริเวณนั้น  ยิ่งชาวจีนจะเดินทางมายังประเทศไทยเราเองก็ต้องได้รับการตรวจร่างกายอย่างมาก  การออกนอกประเทศของชาวจีนก็ออกค่อยข้างที่จะลำบาก  

ร้านค้าที่อยู่ตามสถานท่องเที่ยวต่างๆได้รับผลกระทบอย่างมาก  เพราะนักท่องเที่ยวหลักที่เดินทางมาเที่ยวคือ  ชาวจีน  ถึงแม้นไม่มีนักท่องเที่ยวมาแล้ว  คนไทยเองก็ไม่มาชื้ออาหารร้านฉันเพราะเค้าบอกว่าร้านฉันส่วนใหญ่คนจีนมา  เค้าไม่อยากใช้สิ่งของร่วมกับคนจีน  ถึงแม้นว่าฉันจะติดว่าภาชนะทุกอย่างผ่านความร้อนแล้วก็ตาม  ก็ยังไม่มีใครมาอยู่ดี ฉันเข้าใจคนเหล่านั้นนะ  เค้าไม่ได้รังเกียจคนจีน  แต่เค้ากลัวที่จะติดเชื้อเพราะยังไม่มียารักษาหรือวิธีที่จะป้องกันได้ผลที่แน่นอน 

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยออนไลน์

เคล็ด(ไม่)ลับความงามสไตล์ญี่ปุ่น

การมีผิวพรรณที่ดูอิ่มน้ำ มีสุขภาพดีย่อมเป็นที่ต้องการของทุก ๆคน หลาย ๆคนสงสัยว่าทำไมสาว ๆประเทศญี่ปุ่นส่วนใหญ่จึงมีผิวพรรณที่ดูเนียนนุ่ม สุขภาพดี โดยส่วนหนึ่งมาจากที่อุณหภูมิของประเทศญี่ปุ่นนั้นค่อนข้างต่ำ จึงทำให้รูขุมขนไม่เปิดออกมากนัก ผิวพรรณของสาว ๆประเทศญี่ปุ่นจึงดูเนียนเป็นพิเศษ แต่ทั้งนี้สาว ๆประเทศญี่ปุ่นก็มีเคล็ดลับในการดูแลผิวพรรณของตนเองด้วยเช่นกัน บทความนี้จึงจะมาบอกเคล็ดลับการดูแลผิวพรรณแบบฉบับสาวญี่ปุ่น

  1. สาว ๆในประเทศญี่ปุ่นโดยส่วนใหญ่มักมีความเชื่อว่าการดื่มน้ำเปล่ามาก ๆจะทำให้ผิวดูใสขึ้น ซึ่งในทางการแพทย์ก็พิสูจน์ออกมาแล้วว่า การดื่มน้ำเปล่ามาก ๆจะสามารถช่วยในการบำรุงผิวพรรณให้ดูใส ชุ่มชื้นขึ้นได้ เนื่องจากการดื่มน้ำมาก ๆจะไปช่วยชดเชยน้ำบนผิวหนังที่เสียไปได้
  2. และนี่ก็เป็นอีกความเชื่อหนึ่งของสาว ๆญี่ปุ่น เชื่อว่าการนวดครีมบนฝ่ามือก่อนจึงค่อยนำมาทาบนใบหน้า แล้วนวดเบา ๆจะเป็นการช่วยทำให้เนื้อครีมซึมลงผิวหน้าได้เป็นอย่างดี และมีประสิทธิภาพมากกว่าการนำครีมทาบนใบหน้าเลย และยังเป็นการช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ทำให้ผิวหน้าดูใสอมชมพูอีกด้วย
  3. การนำมะเขือเทศมาหั่นออกเป็นแว่น ๆแล้วนวดให้ทั่วบริเวณใบหน้าเป็นประจำก่อนเข้านอน แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็นที่สะอาด วิธีการนี้จะช่วยทำให้สิวเสี้ยนลดลง และเป็นการช่วยใบหน้าผลัดเซลล์ผิวที่เสียออกไปได้อย่างเร็วขึ้น หลังการทำเป็นประจำใบหน้าจึงดูขาวใสขึ้น
  4. สำหรับผู้ที่แต่งหน้า ควรใส่ใจในขั้นตอนการล้างเครื่องสำอางออกเป็นพิเศษ เพราะสาว ๆญี่ปุ่นมีความเชื่อว่า การล้างเครื่องสำอางออกไม่หมด จะทำให้เกิดการอุดตัน และส่งผลให้ผิวหน้าหมองคล้ำ และเป็นสาเหตุของการเกิดสิวปัญหากวนใจอีกด้วย
  5. การดื่มชาเขียว ในชาเขียวอุดมไปด้วยประโยชน์มากมาย เพราะสามารถช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยบนใบหน้าได้ และนี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้สาว ๆในประเทศญี่ปุ่นดูหน้าอ่อนกว่าวัย เพราะด้วยเคล็ดลับการดื่มชาเขียวเป็นประจำทุกวัน
  6. การดูแลผิวด้วยการแช่น้ำอุ่น ในประเทศญี่ปุ่นนั้นอาจจะเป็นการไปแช่บ่อน้ำพุร้อน แต่ในประเทศไทยนั้นค่อนข้างจะหาได้ยากสักหน่อย การแช่น้ำอุ่นในอ่างที่บ้านก็สามารถทดแทนได้เช่นกัน โดยการแช่น้ำอุ่นเพียงแค่วันละประมาณ 10-20 นาทีเท่านั้น น้ำอุ่นจะสามารถช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดให้ดีขึ้น เมื่อการไหลเวียนของเลือดดี ผิวพรรณของเราก็จะดีตามไปด้วย ทำให้ดูสดใส อมชมพู และการแช่น้ำอุ่นยังเป็นการช่วยผ่อนคลายความเครียดได้อีกด้วย

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  หวยออนไลน์บาทละ 1000

ดื่มกาแฟอย่างไรให้ดีต่อสุขภาพ


ดื่มกาแฟอย่างไรให้ดีต่อสุขภาพ
ผู้หญิงหรือชายหนุ่มที่ทำงานภายในออฟฟิศจำนวนมาก ตอนเช้ามักจะตบด้วยกาแฟหนึ่งแก้ว ตอนบ่ายๆ อยากนอน ง่วงๆ ก็อาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีเบิ้ลอีกแก้ว หรือถ้าเกิดคืนนั้นจะต้องอยู่ทำงานล่วงเวลา หรือจัดแจงพรีเซนต์จนกระทั่งดึก อาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีแก้วที่สามตามมาอีก แถมยังขาดมิได้เลยสักวันอีกต่างหาก มั่นใจว่าทุกคนรู้ดีว่าการดื่มกาแฟมากจนเกินความจำเป็นนั้นส่งผลลเสียต่อสภาพร่างกาย ทั้งยังนอนไม่หลับ หัวใจเต้นเร็วแตกต่างจากปกติ หรือที่บางบุคคลมีอาการมือสั่น ใจสั่นแล้วยังส่งผลให้คนป่วยโรคหัวใจรวมทั้งความดันเลือดสูงมีลักษณะอาการมากเพิ่มขึ้นอีกด้วย

แม้กระนั้นหากคุณเป็นคอกาแฟตัวยงจริงๆ บางทีอาจหลบหลีกการดื่มกาแฟได้ โดยมีแนวทางดื่มกาแฟยังไงไม่ให้สุขภาพย่ำแย่มาฝากกันจ้ะ

1. เลือกกาแฟที่มีคุณภาพสูง
บางบุคคลอาจจะไม่รู้ว่ากาแฟนับว่าเป็นหนึ่งในพืชที่มีการใช้สารกำจัดแมลงสำหรับการเพาะปลูกเยอะที่สุดประเภทหนึ่งเลยนะคะ โดยเหตุนี้พวกเราเลือกกาแฟประสิทธิภาพสูงโดยเฉพาะพวกที่เป็นออแกนิก แล้วล่ะก็ นอกเหนือจากพวกเราจะเลี่ยงสารตกค้างจากสารกำจัดศัตรูพืชได้แล้ว พวกเรายังได้โบนัสเป็นกลิ่นและก็รสที่ดีมากยิ่งกว่าอีกด้วย

2. เลือกเครื่องทำกาแฟประสิทธิภาพสูง
แม้น้ำร้อนจากการชงกาแฟไหลผ่านเครื่องทำกาแฟที่ทำมาจากพลาสติก อาจก่อให้สารเคมีจากพลาสติกไหลลงไปผสมในกาแฟได้ รวมทั้งการรับสารเคมีชนิดนี้มากๆ จะมีผลให้ระบบฮอร์โมนของคุณไม่ปกติ ดังนั้นถ้าหากคุณเลือกเครื่องทำกาแฟแบบเอสเพรสโซที่มีคุณภาพสูง ผ่านการยืนยันความปลอดภัยเป็นระเบียบ คุณก็หมดกังวลหัวข้อนี้ไปได้เลย

3. เลือกดื่มให้ถูกเวลา
ตอนที่ดื่มกาแฟควรที่จะทำการเลือกเป็นช่วงๆ โดยควรดื่มก่อน 14.00 น. หากดื่มหลังจาก 14.00 น. ไปแล้ว อาจจะเป็นผลให้ร่างกายมีปัญหานอนไม่หลับ รวมทั้งควรเลือกเลือกกาแฟที่มีเบสเป็นเอสเพรสโซ่ อย่างเช่น อเมริกาโน่ คาปูชิโน่ หรือลาเต้ แทนกาแฟธรรมดา หรือแบบ 3-in-1 เนื่องจากว่าจะมีจำนวนคาเฟอีนรวมทั้งน้ำตาลน้อยกว่า

4. เลือกดื่มพร้อมทั้งรับประทานอาหารที่ดี
ผู้ดีอังกฤษเขายังมี Afternoon Tea พร้อมของกินเล่นน่าทาน มิได้มีเพียงแค่เพราะว่างามๆ เก๋ๆ แต่ว่ามันมีสาระด้วย การดื่มกาแฟกับของกินที่มีโปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรต ของกินหรือของกินเล่นเหล่านี้สามารถช่วยให้ร่างกายเบาๆ รับคาเฟอีนช้าลง ทีละเล็กละน้อย และก็นานขึ้นโดยที่พวกเราไม่ต้องอัดเข้าไปอีกหลายๆ แก้ว ทราบแบบนี้แล้วคราวหลังทดลองจิบกาแฟไปพร้อมๆ กับทานไข่สักฟอง คุ๊กกี้สักชิ้น หรือแซนวิชสักห่อก็ไม่เลวนะ

5. เลือกดื่มกาแฟก่อนบริหารร่างกาย
ถ้าเกิดต้องการบริหารร่างกายเพื่อทะลายไขมันละก็ ทดลองจิบกาแฟก่อนสักหน่อยสิ นอกเหนือจากที่จะช่วยสลายไขมันได้เร็วขึ้นแล้ว ยังช่วยเพิ่มอัตราการเผาพลังงานภายในร่างกายให้สูงมากขึ้นอีกด้วย

6. เลือกดื่มกาแฟไม่ใส่น้ำตาล ครีมเทียม หรืออื่นๆ ที่เหมาะสมที่สุด
หากคุณติดกาแฟมากจริงๆ ต้องการให้ทดลองดื่มกาแฟดำที่ไม่ใส่น้ำตาล ครีมเทียม นม หรืออื่นๆ แล้วดื่มในจำนวนน้อยๆ ก็เพียงพอ จิบช้าๆ ให้พอรู้สึกตื่น เพราะว่าคนจำนวนมากมิได้ทานกาแฟแล้วจะง่วง ไม่แจ่มใส หรือคนไหนที่ติดคาเฟอีนอาจมีอาการมือสั่น กระวายกระวน อารมณ์เสียได้ ทดลองดื่มเพียงแค่วันละแก้ว รวมทั้งจิบช้าๆ มองนะคะ

แม้กาแฟจะมีประโยชน์อยู่บ้าง แม้กระนั้นพวกเราก็ต้องการให้ทุกคนดื่มน้อยๆ เพราะไม่มีความจำเป็นต่อร่างกายขนาดนั้น ไม่ต้องดื่มทุกวันหากทำได้ หรือหากง่วงหงาวหาวนอนก็เปลี่ยนพฤติกรรมมานอนให้เร็วขึ้น หรือหาผลไม้สดทานเพื่อเพิ่มความมีชีวิตชีวาแจ่มใสในตอนเช้าจะดียิ่งกว่า

เราจะใช้ชีวิตอย่างไรเมื่อป่วยเป็นโรคเบาหวาน

การใช้ชีวิตร่วมกับโรคเบาหวานชนิดที่ 1
ไม่ว่าคุณจะปล่อยด้วยโรคอะไรก็ต้องมีการควบคุมด้านอาหารการกิน และเคร่งครัดในการดูแลตัวเองให้ดีอยู่แล้ว เพราะทุกอย่างนี้มันส่งผลต่อโรค และการรักษาที่จะดีหรือแย่ขึ้น ก็ขึ้นอยู่ที่คุณ
• ตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดวันละหลายๆ ครั้ง ผู้ป่วยโรคเหบาหวานต้องมีการตรวจเช็คระดับน้ำตาลในเลือดโดยเครื่องมือที่พกพาได้สะดวก ทั้งนี้จะต้องตรวจถี่แค่ไหน ขึ้นกับว่าแพทย์ประจำตัวของคุณกำชับมาว่าอะไร
• ฉีดยาอินซูลินให้กับตัวเอง หรือใช้ปั๊มอินซูลิน
• รับประทานอาหารที่เหมาะสมและดีต่อสุขภาพ ผู้ป่วยโรคเบาหวานต้องหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสหวานจัด และต้องควบคุมปริมาณแป้งที่ทานเข้าไป เพราะล้วนกลายเป็นกลูโคสทั้งสิ้น รวมถึงระยะเวลาระหว่างมื้ออาหารด้วย
• ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยควบคุมระดับน้ำตาล และป้องกันการเกิดปัญหาในระยะยาวเช่นโรคหัวใจ
• ติดตามผลการรักษากับแพทย์ที่รักษาเสมอ เพื่อให้ทราบว่าตอนนี้ตนเองกำลังมีผลการรักษาที่ดีขึ้นหรือเท่าเดิมหรือแย่ลง เพื่อให้ไม่เกิดความเครียดมากจนเกินไปและช่วยให้รู้ว่าต้องปรับตรงไหนอีกบ้าง อีกทั้งอาจจะได้ปรึกษาปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ ที่พูดเช่นนี้ เพราะบางครั้งผู้ป่วยโรคเบาหวานอาจจะรู้สึกว่า ตัวเองแตกต่างจากคนอื่น เนื่องจากพวกเขาต้องฉีดยาอินซูลิน คิดเกี่ยวกับสิ่งที่ตัวเองกิน และต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดทุกๆ วัน
ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่กำลังเป็นวัยรุ่นบางคนอาจจะปฏิเสธว่า ตัวเองไม่ได้เป็นโรค ด้วยความที่อาจจะคิดว่าโรคนี้ต้องเกิดกับผู้ใหญ่ หรือคนที่อ้วนเท่านั้น และคิดว่าหากไม่สนใจ มันก็หายไป หรืออาจจะกลัวการที่หากพ่อแม่รู้จะต้องควบคุมชีวิตตนเองแน่ๆ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าเห็นอกเห็นใจมาก ลองคิดดูว่าหากตัวคุณเป็นโรคเบาหวาน คุณคงจะมองโลกใบนี้ไม่เหมือนเดิมก็ได้ มันเป็นเรื่องปกติที่จะรู้สึกว่า เหมือนโลกนั้นพลิกคว่ำ แต่อย่างน้อยทีมแพทย์นั้นสามารถให้คำตอบ และการสนับสนุนที่คนต้องการได้ อย่าลังเลที่จะถาม
หากคุณไม่อยากที่จะเผชิญหน้ากับมันอยู่คนเดียวเพียงคุณเปิดใจลองพูดคุยแสดงความรู้สึกกับผู้อื่น หรือผู้ที่ประสบปัญหาเช่นเดียวกัน และทำความเข้าใจว่าคนอื่นนั้นอยู่ร่วมกับโรคได้อย่างไร

8 วิธีนอนหลับให้ง่ายขึ้นกว่าเดิม

  • การที่เรารับประทานอาหารมื้อเย็นมากเกินไป จะทำท้องของเราแน่น และเราก็จะรู้สึกอึดอัดแน่นท้อง และซึ่งอาจส่งผลต่อการนอนหลับได้
  • หากปล่อยให้เกิดอาการนอนไม่หลับไปเป็นระยะเวลานานๆ จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น ระดับความดันโลหิตระดับความดันโลหิตเปลี่ยนแปลง ระดับน้ำตาล และไขมันเปลี่ยนแปลง อีกทั้งยังทำให้ภูมิต้านทานลดลง สมรรถภาพทางเพศลดลง ผิวพรรณหมองคล้ำ ดูแก่ก่อนวัย สมาธิความจำแย่ลง
  • บางครั้งควรต้องพิจาณาพฤติกรรม และปรับพฤติกรรม ในการรับประทานอาหารและเลือกเครื่องดื่มที่ช่วยส่งเสริมให้สามารถนอนหลับได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น หากพิจารณาตัวเองแล้วไม่พบทั้ง 3 ข้อ หรือ 3 ข้อทำแล้วไม่ดีขึ้น ยังนอนหลับได้ไม่ดีพอ ควรเข้ามาปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของการนอนไม่หลับ

ปัญหาการนอนไม่หลับ ถือเป็นปัญหาสุขภาพระดับโลกไม่ว่าคนชาติไหนก็สามารถพบปัญหานี้ได้ทั้งนั้น และมันน่ากลัวมาก เมื่อนอนไม่หลับและเกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ สามารถส่งผลกระทบต่อหน้าที่การทำงานและความสัมพันธ์กับผู้อื่นได้ แต่ละคนอาจมีความรู้สึกต่อการนอนไม่หลับได้หลายแบบ เช่น นอนหลับยาก ใช้เวลานานจึงจะหลับได้ หลับไม่สนิท หลับๆ ตื่นๆ หลับง่ายแต่มาตื่นตอนดึกแล้วหลับต่อยาก การเกิดปัญหาการนอนไม่หลับเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ มีหลายรูปแบบ และอาจเกิดขึ้นตามระยะเวลา เกิดขึ้นทั้งแบบชั่วคราวและแบบเรื้อรัง

ผลเสียที่เกิดขึ้นจากอาการนอนไม่หลับพักผ่อนไม่เพียงพอนั้น ทำให้สุขภาพของคุณมีคุณภาพชีวิตลดลง ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของอุบัติเหตุต่างๆ เช่น การเกิดอุบัติเหตุโดยรถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์เพิ่มขึ้น มีแนวโน้มที่จะต้องลาดงาน ขาดงานเพิ่มขึ้น รวมถึงปัญหาด้านสุขภาพตามมา เช่น ปวดศรีษะ อ่อนเพลีย เฉี่อยชา รู้สึกไม่สดชื่น หงุดหงิดและขาดสมาธิ ซึ่งสาเหตุของอาการนอนไม่หลับส่วนใหญ่มาจาก อารมณ์และความเครียด สภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยที่มีผลกระทบจาก แสง เสียง กลิ่น อาการเจ็บป่วย เช่น เสี่ยงต่อภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ รวมถึงการทำงานเข้างานเป็นกะ การทำงานโดยมีการพักผ่อนที่ไม่ตรงตามธรรมชาติระหว่างกลางวันและกลางคืน ซึ่งหากมีอาการนอนไม่หลับมากกว่า 1 สัปดาห์ หรือมีผลกระทบต่อการปฏิบัติงาน ควรมาปรึกษาแพทย์ เพราะหากปล่อยไว้ จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพมากขึ้นได้ เช่น ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของระดับความดันโลหิต น้ำตาล และไขมัน รวมถึงภูมิต้านทานลดลง มีการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนัก สมรรถภาพทางเพศลดลง ผิวพรรณหมองคล้ำ ดูแก่ก่อนวัย สมาธิความจำแย่ลง เป็นต้น

แนวทางการแก้ปัญหานอนไม่หลับ สามารถเริ่มจากการปรับให้มีพฤติกรรมที่ส่งเสริมการนอน โดยที่ยังไม่ต้องใช้ยานอนหลับ เช่น

  1. กำหนดเวลาเข้านอนให้ตรงเวลาเป็นประจำทุกวัน
  2. ควรลุกจากเตียงทันทีเมื่อตื่นนอนในตอนเช้า
  3. จัดห้องนอนให้มืด เงียบ มีอากาศถ่ายเทสะดวก ปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้เหมาะสมกับความต้องการ
  4. ไม่ควรทำงาน ดูโทรทัศน์ หรืออ่านหนังสือบนเตียงนอน
  5. ไม่ควรงีบหลับในตอนกลางวัน เพราะส่งผลให้นอนหลับยากในตอนกลางคืน
  6. ไม่ควรรับประทานอาหารมื้อเย็นครั้งละมากๆ เพราะจะทำให้แน่นท้อง หลับไม่สบาย
  7. หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำมากๆ ในช่วงเวลาใกล้จะเข้านอน เพราะจะทำให้ต้องลุกเข้าห้องน้ำในตอนดึกได้
  8. อาบน้ำอุ่นๆ ช่วงก่อนเข้านอน จะทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย หลับได้ง่ายขึ้น

หากได้ปรับพฤติกรรม ทานอาหารและเครื่องดื่มที่ช่วยส่งเสริมการนอนหลับให้ได้ประสิทธิภาพมากขึ้น แล้วยังนอนหลับได้ไม่ดีพอ แนะนำให้เข้ามาปรึกษาแพทย์ เพราะหลายครั้ง การนอนหลับพักผ่อนที่ไม่มีประสิทธิภาพดีพอทหรือยังไม่ดีพอ เดี๋ยวนอนหลับ เดี๋ยวนอนไม่หลับ เป็นๆหายๆ อาจมีสาเหตุเนื่องมาจากฮอร์โมนร่างกายต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลง ขึ้นๆ ลงๆ ไม่สมดุล ทำงานลดลง ได้แก่ ฮอร์โมนเพศ ฮอร์โมนจากต่อมหมวกไต คือ ดีเอชอีเอ โกรทฮอร์โมน หรือฮอร์โมนของต่อมไทรอยด์ รวมไปถึงระดับวิตามินแร่ธาตุต่างๆ ที่ไม่เพียงพอในร่างกาย อาจทำให้มีผลกระทบจริงๆ ต่อการนอนหลับได้ การตรวจฮอร์โมน วิตามิน และแร่ธาตุ สามารถทำได้ง่ายจากการตรวจเลือด และที่สำคัญการรักษาโดยการตรวจเหล่านี้สามารถทำให้ทราบระดับของสาเหตุที่ชัดเจนด้วย